โยเกิร์ต คุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพและวิธีเลือกให้เหมาะกับคุณ

โยเกิร์ต เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์จากนมที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ไม่เพียงแต่อร่อยและทานง่าย แต่ยังอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หรือที่เรียกว่า Probiotics ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบทางเดินอาหารและสุขภาพโดยรวม ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ โยเกิร์ต Probiotics พร้อมแนะนำวิธีเลือกโยเกิร์ตที่ดีต่อสุขภาพ และช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการบริโภค

โยเกิร์ต
Yogurt, Strawberries ที่มา

Probiotics ในโยเกิร์ตคืออะไร?

Probiotics คือจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ มีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย โยเกิร์ตที่มี Probiotics จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพลำไส้และระบบทางเดินอาหาร

ประโยชน์ของโยเกิร์ต Probiotics

1. ช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร

จุลินทรีย์ที่อยู่ในโยเกิร์ตช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ลดอาการท้องผูก ท้องอืด และช่วยป้องกันลำไส้แปรปรวน

2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

Probiotics ในโยเกิร์ตช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการติดเชื้อ และช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น

3. ควบคุมน้ำหนักและช่วยลดไขมันสะสม

โยเกิร์ตไม่มีน้ำตาล และ โยเกิร์ตไขมันต่ำ เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากช่วยลดปริมาณพลังงานที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน

4. ช่วยบำรุงผิวพรรณ

Probiotics ในโยเกิร์ตช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้น ลดสิว และช่วยให้ผิวแข็งแรงจากภายใน

5. ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและเบาหวาน

โยเกิร์ตที่มีน้ำตาลต่ำช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภท 2 และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

6. เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้น้ำตาลแลคโตส

โยเกิร์ตมีปริมาณแลคโตสต่ำกว่านมปกติ ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้แลคโตส

วิธีเลือกโยเกิร์ตที่ดีต่อสุขภาพ

  •     เลือกโยเกิร์ต Probiotics ที่มีเชื้อจุลินทรีย์มีชีวิต – ตรวจสอบฉลากว่าโยเกิร์ตนั้นมี “Live and Active Cultures” ซึ่งบ่งบอกว่ามี Probiotics ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
  • เลือกโยเกิร์ตไม่มีน้ำตาล – โยเกิร์ตที่มีน้ำตาลสูงอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ควรเลือกแบบ โยเกิร์ตน้ำตาล 0%
  • เลือกโยเกิร์ตพร้อมดื่มสำหรับความสะดวก – หากต้องการพกพาไปทานนอกบ้าน ควรเลือกโยเกิร์ตแบบพร้อมดื่มที่ไม่มีน้ำตาล
  • เลือกโยเกิร์ตไขมันต่ำ – หากต้องการควบคุมน้ำหนัก ควรเลือกโยเกิร์ตที่มีไขมันต่ำหรือแบบกรีกโยเกิร์ตที่มีโปรตีนสูง

โยเกิร์ตกินตอนไหนดีที่สุด?


ตอนเช้า ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร และช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานที่ดี

หลังอาหารมื้อหลัก ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารดีขึ้นและช่วยย่อยอาหาร

ก่อนนอน ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้นขณะนอนหลับ

โยเกิร์ต Probiotics เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหาร เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ควบคุมน้ำหนัก และบำรุงผิวพรรณ ควรเลือกโยเกิร์ตที่มี Probiotics ไม่มีน้ำตาล และมีไขมันต่ำ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

บรรณานุกรม

Healthline(2566).ประโยชน์ต่อสุขภาพที่น่าประทับใจของโยเกิร์ต

healthkapook(2566).โยเกิร์ต ประโยชน์ดียังไง

samitivej(2567) .โพรไบโอติกส์เสริมภูมิคุ้มกัน

butterfly(2565) .กินโยเกิร์ตตอนไหนดี กินตอนไหนถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

บทความที่น่าสนใจ

อยากรู้หรือไม่ถั่วลันเตามีประโยชน์อย่างไรบ้าง อ่านต่อที่นี่

มาทำความรู้จัก ถั่วลันเตาจิ๋วแต่แจ๋ว กับพลังแห่งพรีไบโอติกและโปรตีน

ถั่วลันเตา

ถั่วลันเตา พืชเมล็ดเขียวหนึ่งในตระกูล Leguminosae หรือตระกูลถั่ว (เว็บไซต์องค์ความรู้เพื่อพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน,  2558) ที่หลายคนอาจเคยเห็นหรือเคยทานกัน รู้หรือไม่ว่าแท้จริงถั่วลั่นเตานั้นไม่เพียงมีรสชาติหวานอร่อย แต่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ถือได้ว่าเป็นแหล่งของสารอาหารที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ อยากรู้หรือไม่ว่า ถั่วลันเตาเมล็ดจิ๋วแต่แจ๋วมีสารอาหารอะไรที่หลายๆคนยังไม่รู้ซ่อนอยู่บ้าง มาเริ่มทำความรู้จักกับสารอาหารในถั่วชนิดนี้กัน

คุณค่าทางสารอาหารของถั่วลันเตา

ถั่วลันเตาเป็นพืชที่มีคุณค่าทางสารอาหารที่สูงซึ่งประกอบด้วยโปรตีนสูงถึง 5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม และใยอาหาร 5.1 กรัม (เว็บไซต์calforlife, 2558)

1.เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ

มีแหล่งโปรตีนที่สำคัญซึ่งช่วยในการทำงานของกระดูก ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจถือได้ว่าถั่วลันเตาเป็นโปรตีนทางเลือกของคนไม่ทานเนื้อสัตว์ และยังมีแคลอรี่ต่ำเพียง 80 กิโลแคลอรีในปริมาณ 100 กรัม (เว็บไซต์calforlife, 2558)  

ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่ในถั่วลันเตาจะไม่มีกรดอะมิโนเมไทโอนีนเนื่องจากกรดอะมิโนชนิดนี้จะพบได้ในประเภทเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนม (เว็บไซต์POBPAD,  2565)

2.มีไฟเบอร์และพรีไบโอติก

นอกจากนี้ถั่วลันเตายังมีไฟเบอร์ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร รวมทั้งพรีไบโอติกจากธรรมชาติที่ช่วยบำรุงและเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ดีเป็นประโยชน์แก่ลำไส้ของเรา ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากรับประทานเป็นประจำจะช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ได้ และสารอาหารอื่นๆอีกมากมายอย่างสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และแร่ธาตุ (เว็บไซต์POBPAD,  2565 ;  เว็บไซต์Yes Peas, 2566)

ประโยชน์อื่นๆจากถั่วลันเตา

นอกเหนือจากช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้หรือเป็นแหล่งโปรตีน นั่นคือช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) สาเหตุหนึ่งในการเกิดโรคหลอดเลือดตีบหัวใจตีบตัน และหลอดเลือดสมองตีบ  เนื่องจากถั่วลันเตามีแร่ธาตุต่าง ๆ และไฟเบอร์ที่ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย จึงเชื่อว่าถั่วลันเตาอาจช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอลได้ (เว็บไซต์POBPAD,  2565 ;  เว็บไซต์โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์,  2563)

คนเป็นโรค G6PD ทานได้ไหม?

ถึงแม้ถั่วลันเตาจะมีประโยชน์และสารอาหารมากมายแค่ไหน แต่ถั่วลันเตาก็เป็นข้อห้ามและเป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของผู้ที่มีโรค G6PD ซึ่งคือโรคขาดเอ็นไซม์ G6PD ทำให้เม็ดเลือดแดงภาวะเม็ดเลือดแดงแตกได้ง่ายขึ้นเมื่อเจอปัจจัยเสี่ยง เช่น เมื่อได้รับอาหาร ยา ที่เป็นข้อห้าม (เว็บไซต์Singapore Food Agency, 2566 ;  เว็บไซต์โรงพยาบาลบางโพ, 2568)

เมนูง่ายๆจากถั่วลันเตา

รู้ประโยชน์ของถั่วลันเตาและสารอาหารกันแล้ว ไปดูตัวอย่างเมนูถั่วลันเตาแสนอร่อยที่เราสามารถนำมาทำทานกันได้ง่ายๆในทุกวันกัน

ถั่วลันเตาผัดน้ำมันหอย

ถั่วลันเตาผัดน้ำมันหอย ใช้ส่วนผสมเพียง

  • ถั่วลันเตา
  • กระเทียมสับ
  • ซอสหอยนางรม
  • น้ำมันพืช

วิธีทำง่ายๆ เพียง

1. ตั้งไฟปลานกลางเทน้ำมันลงกระทะผัดกระเทียมจนหอม

2. ผัดถั่วลันเตา

3.ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม

เท่านี้ก็เสิร์ฟได้ (เว็บไซต์wongnai, 2566)

ถั่วลันเตาถึงแม้จะจิ๋วแต่ประโยชน์แจ๋ว เรียกได้ว่าเป็นขุมทรัพย์แห่งคุณค่าทางอาหารก็ว่าได้ รู้จักกับพืชตระกูลถั่วชนิดนี้กันแล้วอย่าลืมไปทานเพื่อเสริมสุขภาพที่ดีกัน

บรรณานุกรม

Calforlife. (2558). พลังงานและสารอาหารจาก ถั่วลันเตา

POBPAD. (2565). ถั่วลันเตา คุณค่าทางโภชนาการ กับความเชื่อด้านการรักษาโรค

Yes Peas. (2566). WORLD DIGESTIVE HEALTH DAY: FIVE WAYS PEAS ARE GOOD FOR YOUR DIGESTION

โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์. (2563). ไขมันในเลือดสูงเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
Singapore Food Agency. (2566). The Arch Enemy of G6PD-Deficient Individuals – Fava Beans

โรงพยาบาลบางโพ. (2568). โรค G6PD  คืออะไร

Wongnai. (2566). ผัดถั่วลันเตาน้ำมันหอย

บทความที่น่าสนใจ

อยากรู้ไหนโยเกิร์ตมีประโยชน์อย่างไรบ้าง อ่านต่อที่นี่

ข้าวโอ๊ตและพรีไบโอติกส์ อาหารเพื่อสุขภาพที่คุณอาจยังรู้จักไม่ดีพอ

  เมื่อพูดถึง “ข้าวโอ๊ต” หลายคนอาจนึกถึงอาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพ แต่รู้หรือไม่ว่าข้าวโอ๊ตไม่ใช่แค่แหล่งของไฟเบอร์เท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติเป็น “พรีไบโอติกส์” ที่ช่วยเสริมจุลินทรีย์ดีในลำไส้อีกด้วย วันนี้จะพามารู้จักกับข้าวโอ๊ตให้มากขึ้น

ข้าวโอ๊ตเต็มไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ บีตากลูแคน (Beta-Glucan) เป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำตาลในเลือด และเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน  โพลีฟีนอล (Polyphenols) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ อะเวนานทราไมด์ (Avenanthramides) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเฉพาะตัวของข้าวโอ๊ตที่ช่วยลดการอักเสบและบำรุงผิว  (วานิสสา อัศวศิริโรจน์,2565)

ข้าวโอ๊ตกับพรีไบโอติกส์ (Oats Prebiotics) เกี่ยวกันยังไง?

พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ข้าวโอ๊ตถือเป็นแหล่งของพรีไบโอติกส์ที่ดี เพราะไฟเบอร์จากข้าวโอ๊ตโดยเฉพาะบีตากลูแคน ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดดี เช่น Bifidobacteria และ Lactobacillus ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดีขึ้น  (Jonathan Jacobs,2023)

ใช้ข้าวโอ๊ตยังไงให้เกิดประโยชน์

ข้าวโอ๊ตถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะจะนำมาเป็นอาหารเช้ามื้อคุณภาพ ซึ่งองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) แนะนำให้รับประทานข้าวโอ๊ตอย่างน้อยวันละ 3 กรัมต่อวัน แน่นอนว่าสามารถนำมาทำเมนูได้หลากหลาย เช่น ข้าวโอ๊ตปรุงสุกกับน้ำเปล่า ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะจะให้พลังงานประมาณ 10 kcal  ในขณะที่ข้าวโอ๊ตอบแห้งจะให้พลังงานอยู่ที่ 389 kcal ต่อน้ำหนัก 100 กรัม เวลาทานอาจตุ๋นด้วยน้ำร้อน ทานคู่กับนมขาดมันเนย เติมด้วยน้ำผึ้งและผลไม้สดๆ นำมาทำเป็นโจ๊กข้าวโอ๊ต นำมาผสมกับโยเกิร์ตหรือนำมาทำเป็นเค้กหรือคุกกี้ก็ได้

และแม้ข้าวโอ๊ตจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่หากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ทำให้ท้องอืด และผู้ที่แพ้โปรตีนอะวีนินที่เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ในข้าวโอ๊ต ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคข้าวโอ๊ตเพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้  (สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย,2567) นอกจากนี้ข้าวโอ๊ตยังสามารถนำมาทำเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางเพื่อบำรุงผิว ช่วยลดการอักเสบ และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้อีกด้วย

ข้าวโอ๊ตเป็นแหล่งพรีไบโอติกส์ที่ช่วยบำรุงจุลินทรีย์ดีในลำไส้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และบำรุงผิว จึงเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพและปลอดภัย หากเลือกใช้อย่างถูกต้อง แนะนำให้เพิ่มข้าวโอ๊ตในอาหารประจำวันเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

บรรณานุกรม

U.S. Food and Drug Administration (FDA). (2003). Health Claims: Soluble Fiber from Certain Foods and Risk of Coronary Heart Disease (CHD)

วานิสสา อัศวศิริโรจน์. (2565). การศึกษาประสิทธิผลการลดน้ำหนักด้วยโอ๊ต เบต้ากลูแคนในผ้ที่มีภาวะอ้วน

บทความที่น่าสนใจ

เจาะลึกพรีไบโอติกส์จากถั่วลันเตา—ประโยชน์ที่คุณอาจไม่เคยรู้ อ่านต่อที่นี่

ชาเขียวมัทฉะ: ประโยชน์และความแตกต่างจากชาเขียวทั่วไป

ชาเขียวมัทฉะคืออะไร ต่างจากชาและชาเขียวปกติอย่างไร คำถามเหล่านี้คงมีขึ้นในใจของผู้บริโภค ก่อนที่จะทำความรู้จักกับชาเขียวมัทฉะ มาดูความเป็นมาของชา โดยเริ่มจากประเภทของชากันก่อน

ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีความสำคัญในวัฒนธรรมต่าง ๆ และมีหลากหลายประเภท ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหลัก ๆ ได้ 6 ประเภท ได้แก่ ชาขาว, ชาเขียว, ชาอู่หลง, ชาดำ, ชาชื่อเฉา และชาอื่น ๆ ที่มีความเฉพาะตัว โดยการแปรรูปและวิธีการผลิตมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเภท

ชาเขียวมัทฉะเป็นหนึ่งในประเภทของชาเขียวที่มีการบดละเอียดจากใบชาที่ยังไม่ผ่านการหมัก ทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นและกลิ่นหอมเฉพาะตัว นอกจากนี้ยังให้คุณประโยชน์ทางโภชนาการสูง เนื่องจากเมื่อบริโภคชาเขียวมัทฉะ จะทำให้เราได้รับสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีนที่มากกว่าชาเขียวปกติ เช่น การช่วยเพิ่มระดับพลังงานและความตื่นตัว รวมถึงการช่วยในการเผาผลาญไขมัน

การดื่มชาเขียวมัทฉะจึงสามารถเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการประโยชน์จากชาอย่างลึกซึ้งและเข้มข้นยิ่งขึ้น แต่เพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างชาเขียวมัทฉะกับชาเขียวทั่วไป เราจำเป็นต้องศึกษาลักษณะและคุณสมบัติของชาเขียวแต่ละประเภทให้ดียิ่งขึ้น

เครื่องดื่มชาเขียวมัทฉะ
เครื่องดื่มชาเขียวมัทฉะ

ประเภทของชา

ชา มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis แบ่งตามกระบวนการผลิตได้เป็น 3 ประเภท (วารุณี ปิยเบญจรัฐ, 2561; ธีรพงษ์ เทพกรณ์, 2555) ดังนี้

  1. ชาเขียว (green tea) เป็นชาที่ผลิตจากยอดใบชา นำมาผ่านการอบแห้งโดยไม่ผ่านกระบวนการหมักชา ทำให้ชาที่ผลิตได้ คงสีเขียวได้มากกว่าชาประเภทอื่น โดยมีรสชาติที่สดชื่นและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งเมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกถึงความบริสุทธิ์และความสดใหม่ อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความแก่
  2. ชาจีน (red tea หรือ Oolong tea) เป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมักในระยะเวลาสั้น ๆ จึงเกิดการหมักเพียงบางส่วน ทำให้มีรสจัดกว่าชาเขียวที่ไม่ผ่านการหมัก มักขึ้นรูปเป็นเม็ดและนำไปอบแห้ง มีลักษณะเฉพาะตัวและความหลากหลายในการดื่ม สามารถมีรสชาติที่แตกต่างกันไปตามเกสร, สถานที่ปลูก, และวิธีการผลิต ทำให้ผู้ดื่มสามารถสัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลายและน่าตื่นเต้นในแต่ละครั้งที่สัมผัสกับชานี้
  3. ชาดำ หรือชาหมัก (black tea) เป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมักอย่างสมบูรณ์ สีและรสชาติจึงเข้มกว่าชาสองประเภทแรก นอกจากนี้ยังนิยมนำมาแต่งกลิ่นรส ทำให้ได้รสชาติหลากหลายมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ดื่มสามารถเลือกและสัมผัสประสบการณ์ในการดื่มที่แตกต่างกัน รวมถึงการใช้ชาดำในการเตรียมเครื่องดื่มต่างๆ เช่น ชาดำเย็น และการผสมกับนมให้มีรสชาติที่เข้มข้นและกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น

ชาเขียวมัทฉะคืออะไร

ชาเขียวมัทฉะ ได้มาจากชาเขียวซึ่งเป็นชาที่ได้จากใบอ่อน 3 ใบแรกจากยอดชา จากนั้นนำมาผลิตโดยการผึ่งลงเพื่อลดความชื้นและใช้ความร้อนในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ซึ่งมีหลากหลายวิธี เช่น ให้ความร้อนแบบแห้ง หรือ ให้ความร้อนแบบชื้นด้วยไอน้ำ จากนั้นจึงเอาใบชามาม้วนและอบแห้ง จึงบรรจุจำหน่ายต่อไป (ธีรพงษ์ เทพกรณ์, 2555)

สารสำคัญในชาเขียวมัทฉะ

จากระดับการหมักที่แตกต่างจากชาประเภทอื่น ชาเขียวมัทฉะและชาประเภทอื่นจึงมีองค์ประกอบทางเคมีที่ต่างกัน ทำให้สี กลิ่นและรสชาติของน้ำชาแตกต่างกัน โดยพบว่า ชาเขียวมีโพลีฟีนอลชนิดคาเทชินสูงที่สุด ประมาณ 10-30% โดยน้ำหนัก คาเทชินเป็นสารที่ให้สีขาวเหลืองและทำให้มีรสชาติฝาด ส่วนชาอู่หลงผ่านการหมักบางส่วน สีน้ำชาจะเข้มกว่า มีสีเขียวอมเหลืองเข้ม เพราะมีโพลีฟีนอลประเภทไดเมอริกคาเทชินเพิ่มขึ้น สำหรับชาดำผ่านการหมักสมบูรณ์ทำให้สารคาเทชินถูกออกซิไดซ์และเกิดปฏิกิริยารวมตัวเป็นสารกลุ่มทีอะรูบิจิน ซึ่งในชาดำจะมีสารชนิดนี้ 10-20% โดยน้ำหนัก สีของชาดำจึงเข้มมากเป็นสีน้ำตาลแดง และมีรสชาติเข้มข้นและฝาดเล็กน้อย (ธีรพงษ์ เทพกรณ์, 2555)

ประโยชน์ของชาเขียวมัทฉะต่อสุขภาพ

ชาเขียวที่ผลิตจากยอดใบชาเขียวอ่อน ๆ แล้วนำมาอบให้แห้งเป็นชาเขียวจะเรียกว่า “เทนชะ” เมื่อนำเทนชะ มาบดเป็นผงที่ละเอียดมากๆ เรียกว่า “มัจฉะ”กรรมวิธีการผลิตของชาเขียวมัทฉะชนิดนี้มีความซับซ้อนมากต้องใช้เทคโนโลยีการบดชั้นสูง เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนขึ้นในขณะการบด เนื่องจากจะทำให้ชาที่มีสีเขียวเปลี่ยนสีได้ ผงชาเขียวมัทฉะจึงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารสีเขียว คือ คลอโรฟิลด์จึงทำให้น้ำชามีสีเขียวสดเมื่อชงกับน้ำร้อน และจะมีรสชาติฝาดนิดๆ เป็นเอกลักษณ์ (จิราพร ไร่พุทธา, 2560)
ใบชาทั่วไปให้ประโยชน์แก่ร่างกาย เนื่องจากมีสาระสำคัญ ที่เรียกว่า โพลีฟีนอล (Polyphenols) สำหรับชาเขียวมีโพลีฟีนอล ชนิดที่เรียกว่าคาเทชิน (Catechins) ปริมาณมาก คาเทชินที่อยู่ในชาเขียว ประกอบด้วย Epigallocatechin3-gallate (EGCG), Epicatechin-3-gallate, Epicatechin, Epigallocatechin, Gallocatechin gallate และ Catechin ในทั้งหมดนี้สารที่มีมากที่สุดคือ Epigallocatechin-3-gallate หรือ อีจีซีจี (EGCG) ขนาดใบชาเขียวแห้ง 1 ซอง (1.5 – 2.0 กรัม ต่อซอง) จะให้ EGCG ประมาณ 35 – 110 mg โดย EGCG เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในชาเขียว และมีปริมาณมากที่สุด มีความแรงของการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินซีและวิตามินอี 25-100 เท่า (จิราพร ไร่พุทธา, 2560)

บรรณานุกรม

  • จิราพร ไร่พุทธา. (2560). ชาเขียวผงมัจฉะมีดีกว่าที่คิด. จดหมายข่าวชา. 7(29): 7-8.
  • วารุณี ปิยเบญจรัฐ. (2561). การศึกษาเปรียบเทียบผลของสารให้ความหวานและสารเสริมอื่น ๆ ที่มีผลต่อระดับสารประกอบฟีโนลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในผลิตภัณฑ์ชาเขียว. สารนิพนธ์หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต.
  • ธีรพงษ์ เทพกรณ์. (2555). ชา: กระบวนการผลิต และองค์ประกอบทางเคมีจากการหมัก. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา. 17 (2): 189-196.

ข้าวโอ๊ตและพรีไบโอติกส์ อาหารเพื่อสุขภาพที่คุณอาจยังรู้จักไม่ดีพอ อ่านต่อ