ชาเขียวมัทฉะ: ประโยชน์และความแตกต่างจากชาเขียวทั่วไป

ชาเขียวมัทฉะคืออะไร ต่างจากชาและชาเขียวปกติอย่างไร คำถามเหล่านี้คงมีขึ้นในใจของผู้บริโภค ก่อนที่จะทำความรู้จักกับชาเขียวมัทฉะ มาดูความเป็นมาของชา โดยเริ่มจากประเภทของชากันก่อน

ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีความสำคัญในวัฒนธรรมต่าง ๆ และมีหลากหลายประเภท ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหลัก ๆ ได้ 6 ประเภท ได้แก่ ชาขาว, ชาเขียว, ชาอู่หลง, ชาดำ, ชาชื่อเฉา และชาอื่น ๆ ที่มีความเฉพาะตัว โดยการแปรรูปและวิธีการผลิตมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเภท

ชาเขียวมัทฉะเป็นหนึ่งในประเภทของชาเขียวที่มีการบดละเอียดจากใบชาที่ยังไม่ผ่านการหมัก ทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นและกลิ่นหอมเฉพาะตัว นอกจากนี้ยังให้คุณประโยชน์ทางโภชนาการสูง เนื่องจากเมื่อบริโภคชาเขียวมัทฉะ จะทำให้เราได้รับสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีนที่มากกว่าชาเขียวปกติ เช่น การช่วยเพิ่มระดับพลังงานและความตื่นตัว รวมถึงการช่วยในการเผาผลาญไขมัน

การดื่มชาเขียวมัทฉะจึงสามารถเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการประโยชน์จากชาอย่างลึกซึ้งและเข้มข้นยิ่งขึ้น แต่เพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างชาเขียวมัทฉะกับชาเขียวทั่วไป เราจำเป็นต้องศึกษาลักษณะและคุณสมบัติของชาเขียวแต่ละประเภทให้ดียิ่งขึ้น

เครื่องดื่มชาเขียวมัทฉะ
เครื่องดื่มชาเขียวมัทฉะ

ประเภทของชา

ชา มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis แบ่งตามกระบวนการผลิตได้เป็น 3 ประเภท (วารุณี ปิยเบญจรัฐ, 2561; ธีรพงษ์ เทพกรณ์, 2555) ดังนี้

  1. ชาเขียว (green tea) เป็นชาที่ผลิตจากยอดใบชา นำมาผ่านการอบแห้งโดยไม่ผ่านกระบวนการหมักชา ทำให้ชาที่ผลิตได้ คงสีเขียวได้มากกว่าชาประเภทอื่น โดยมีรสชาติที่สดชื่นและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งเมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกถึงความบริสุทธิ์และความสดใหม่ อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความแก่
  2. ชาจีน (red tea หรือ Oolong tea) เป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมักในระยะเวลาสั้น ๆ จึงเกิดการหมักเพียงบางส่วน ทำให้มีรสจัดกว่าชาเขียวที่ไม่ผ่านการหมัก มักขึ้นรูปเป็นเม็ดและนำไปอบแห้ง มีลักษณะเฉพาะตัวและความหลากหลายในการดื่ม สามารถมีรสชาติที่แตกต่างกันไปตามเกสร, สถานที่ปลูก, และวิธีการผลิต ทำให้ผู้ดื่มสามารถสัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลายและน่าตื่นเต้นในแต่ละครั้งที่สัมผัสกับชานี้
  3. ชาดำ หรือชาหมัก (black tea) เป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมักอย่างสมบูรณ์ สีและรสชาติจึงเข้มกว่าชาสองประเภทแรก นอกจากนี้ยังนิยมนำมาแต่งกลิ่นรส ทำให้ได้รสชาติหลากหลายมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ดื่มสามารถเลือกและสัมผัสประสบการณ์ในการดื่มที่แตกต่างกัน รวมถึงการใช้ชาดำในการเตรียมเครื่องดื่มต่างๆ เช่น ชาดำเย็น และการผสมกับนมให้มีรสชาติที่เข้มข้นและกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น

ชาเขียวมัทฉะคืออะไร

ชาเขียวมัทฉะ ได้มาจากชาเขียวซึ่งเป็นชาที่ได้จากใบอ่อน 3 ใบแรกจากยอดชา จากนั้นนำมาผลิตโดยการผึ่งลงเพื่อลดความชื้นและใช้ความร้อนในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ซึ่งมีหลากหลายวิธี เช่น ให้ความร้อนแบบแห้ง หรือ ให้ความร้อนแบบชื้นด้วยไอน้ำ จากนั้นจึงเอาใบชามาม้วนและอบแห้ง จึงบรรจุจำหน่ายต่อไป (ธีรพงษ์ เทพกรณ์, 2555)

สารสำคัญในชาเขียวมัทฉะ

จากระดับการหมักที่แตกต่างจากชาประเภทอื่น ชาเขียวมัทฉะและชาประเภทอื่นจึงมีองค์ประกอบทางเคมีที่ต่างกัน ทำให้สี กลิ่นและรสชาติของน้ำชาแตกต่างกัน โดยพบว่า ชาเขียวมีโพลีฟีนอลชนิดคาเทชินสูงที่สุด ประมาณ 10-30% โดยน้ำหนัก คาเทชินเป็นสารที่ให้สีขาวเหลืองและทำให้มีรสชาติฝาด ส่วนชาอู่หลงผ่านการหมักบางส่วน สีน้ำชาจะเข้มกว่า มีสีเขียวอมเหลืองเข้ม เพราะมีโพลีฟีนอลประเภทไดเมอริกคาเทชินเพิ่มขึ้น สำหรับชาดำผ่านการหมักสมบูรณ์ทำให้สารคาเทชินถูกออกซิไดซ์และเกิดปฏิกิริยารวมตัวเป็นสารกลุ่มทีอะรูบิจิน ซึ่งในชาดำจะมีสารชนิดนี้ 10-20% โดยน้ำหนัก สีของชาดำจึงเข้มมากเป็นสีน้ำตาลแดง และมีรสชาติเข้มข้นและฝาดเล็กน้อย (ธีรพงษ์ เทพกรณ์, 2555)

ประโยชน์ของชาเขียวมัทฉะต่อสุขภาพ

ชาเขียวที่ผลิตจากยอดใบชาเขียวอ่อน ๆ แล้วนำมาอบให้แห้งเป็นชาเขียวจะเรียกว่า “เทนชะ” เมื่อนำเทนชะ มาบดเป็นผงที่ละเอียดมากๆ เรียกว่า “มัจฉะ”กรรมวิธีการผลิตของชาเขียวมัทฉะชนิดนี้มีความซับซ้อนมากต้องใช้เทคโนโลยีการบดชั้นสูง เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนขึ้นในขณะการบด เนื่องจากจะทำให้ชาที่มีสีเขียวเปลี่ยนสีได้ ผงชาเขียวมัทฉะจึงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารสีเขียว คือ คลอโรฟิลด์จึงทำให้น้ำชามีสีเขียวสดเมื่อชงกับน้ำร้อน และจะมีรสชาติฝาดนิดๆ เป็นเอกลักษณ์ (จิราพร ไร่พุทธา, 2560)
ใบชาทั่วไปให้ประโยชน์แก่ร่างกาย เนื่องจากมีสาระสำคัญ ที่เรียกว่า โพลีฟีนอล (Polyphenols) สำหรับชาเขียวมีโพลีฟีนอล ชนิดที่เรียกว่าคาเทชิน (Catechins) ปริมาณมาก คาเทชินที่อยู่ในชาเขียว ประกอบด้วย Epigallocatechin3-gallate (EGCG), Epicatechin-3-gallate, Epicatechin, Epigallocatechin, Gallocatechin gallate และ Catechin ในทั้งหมดนี้สารที่มีมากที่สุดคือ Epigallocatechin-3-gallate หรือ อีจีซีจี (EGCG) ขนาดใบชาเขียวแห้ง 1 ซอง (1.5 – 2.0 กรัม ต่อซอง) จะให้ EGCG ประมาณ 35 – 110 mg โดย EGCG เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในชาเขียว และมีปริมาณมากที่สุด มีความแรงของการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินซีและวิตามินอี 25-100 เท่า (จิราพร ไร่พุทธา, 2560)

บรรณานุกรม

  • จิราพร ไร่พุทธา. (2560). ชาเขียวผงมัจฉะมีดีกว่าที่คิด. จดหมายข่าวชา. 7(29): 7-8.
  • วารุณี ปิยเบญจรัฐ. (2561). การศึกษาเปรียบเทียบผลของสารให้ความหวานและสารเสริมอื่น ๆ ที่มีผลต่อระดับสารประกอบฟีโนลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในผลิตภัณฑ์ชาเขียว. สารนิพนธ์หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต.
  • ธีรพงษ์ เทพกรณ์. (2555). ชา: กระบวนการผลิต และองค์ประกอบทางเคมีจากการหมัก. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา. 17 (2): 189-196.

ข้าวโอ๊ตและพรีไบโอติกส์ อาหารเพื่อสุขภาพที่คุณอาจยังรู้จักไม่ดีพอ อ่านต่อ

Published by Wellness UTCC

Integrated Wellness and Beauty Program @UTCC